“เครือข่ายการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพในลุ่มน้ำโขง”
“Hub of Knowledge: Mekong River Basin Biodiversity Conservation Utilization Network”

เครือข่ายนักวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในแม่น้ำโขงภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 จากการประชุมหารือร่วมกันของ 17 สถาบันการศึกษาและกรมประมง และ National University of Laos, Yangon University, Myanmar และหน่วยงาน Yangon FFI (Fauna and Flora International) ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ด้วยหัวข้อที่เป็นโจทย์วิจัยเชิงบูรณาการข้ามศาสตร์ และสถาบันแบบผสมผสาน “การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเร่งด่วนของแม่น้ำโขงในสถานการณ์แม่น้ำโขงป่วนในปัจจุบัน” “An urgent biodiversity inventory of the Mekong River following the current disruptive practices in the Mekong River” และได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2566 ด้วยโครงการวิจัย 11 โครงการจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัย 18 แห่ง (ภาคผนวก) และกรมประมง ที่เน้นเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพในลำน้ำสาขาแม่น้ำโขง และการพัฒนาพันธุ์ปลาเพื่อเศรษฐกิจในระดับชุมชน และการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านจากสามประเทศเครือข่ายภูมิภาคได้แก่ สปป. ลาว กัมพูชา และสหภาพเมียนมาร์ และเมื่อสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้มีแนวคิดเรื่องการตั้งศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) / ศูนย์กลางด้านความรู้เครือข่าย (Hub of Knowledge) แนวคิดการวิจัยดังกล่าวข้าวข้างต้นจึงเป็นความต่อเนื่องที่นำงานวิจัยไปต่อเป็นโครงการสร้างเครือข่ายไปสู่การพัฒนาสร้างองค์ความรู้และไปสู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ในภาวะวิกฤติของแม่น้ำโขง ที่จะแก้ปัญหาเชิงบูรณาการไปกับเครือข่ายนักวิจัยในประเทศและประเทศในเครือข่ายที่กำลังประสบภาวะวิกฤติร่วมกัน รวมถึงนักวิจัยจากประเทศสาธารณประชาชนจีนที่จะดำเนินงานร่วมกันหลังจากเครือข่ายภูมิภาคมีความชัดเจน

โครงการได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติประจำปีงบประมาณ 2566 (N35E660138) คณะนักวิจัยจาก 18 สถาบัน และ 3 เครือข่ายชุมชนต้องขอขอบพระคุณท่านผู้ริเริ่มโครงการวิจัยวิชาการในแนวทางของ Hub of Talents/ Hub of Knowledge เพื่อตอบโจทย์การนำความรู้และข้อมูลจากการวิจัยพื้นฐานที่ผ่านมาและผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันได้มาร่วมทำงานเชิงบูรณาการเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ ทำให้นักวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่ดำเนินงานแบบสร้างความร่วมมือ (consortium) อยู่แล้วได้มีโอกาสติดตามสถานภาพทรัพยากรความหลาก ทางชีวภาพในลุ่มน้ำโขงและแม่น้ำสาขา และการจัดเครือข่ายชุมชนเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ไปสู่มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของชุมชนสองฝั่งอย่างยั่งยืน ขอขอบพระคุณคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้คำแนะนำที่มีคุณค่าและมูลค่าตั้งแต่การปรับปรุงข้อเสนอโครงการวิจัย รายงานความก้าวหน้าจนถึงรายงานสมบูรณ์ในปีแรก คณะนักวิจัยได้ดำเนินงานตามข้อเสนอแนะ และได้ผลงาน ในปีแรกที่น่าสนใจมากโดยเฉพาะในเรื่องของสถานภาพสปีชีส์ และพันธุกรรมของทรัพยากรชีวภาพในลุ่มน้ำโขงในภาวะวิกฤติแม่น้ำโขงรวน

ในภาวะที่แม่น้ำโขงแม่น้ำระหว่างประเทศที่เป็นระบบนิเวศจำเพาะแห่งเดียวของโลกที่กำลังประสบปัญหาไปสู่การสูญเสียระบบนิเวศและการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายอย่างถาวรที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนกล่าวว่านำไปสู่การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 ของโลก (The Sixth Mass Extinction) ร่วมกับระบบนิเวศแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะสปีชีส์จำเพาะได้แก่ปลาบึก Pangasianodon gigas (Chevey, 1931) โลมาอิรวดี Orcaella brevirostris (Owen in Gray, 1866) รวมถึงพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิด ความเสียหายดังกล่าวนำไปสู่การสูญเสียวิถีชีวิตของผู้คนกับแม่น้ำโขงอย่างไม่สามารถนำกลับมาได้ และกระทบต่อการพัฒนาแนวทางเศรษฐกิจ BCG ของภูมิภาค
ศูนย์กลางด้านความรู้: เครือข่ายการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพในแม่น้ำโขง Hub of Knowledge: Mekong River Biodiversity Conservation and Utilization Network โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ จึงเป็นการแก้ปัญหาอย่างค่อยเป็นค่อยไปของนักวิจัย ภาคประชาชนที่มีส่วนได้เสียตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศในลุ่มน้ำโขงรวมถึงประเทศสาธารณประชาชนจีน ที่ในที่สุดจะค่อยๆ คืนความยิ่งใหญ่แห่งแม่น้ำโขงกลับมาภายใต้ผลผลิตทั้งผลงานวิจัยที่มีมาตรฐานสากล ผลงานสู่ชุมชนภูมิภาค การรวมกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญของโลกที่มีเป้าไปสู่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ SAGE 2026 (Southeast Asian Gateway Evolution) นอกจากนั้นการที่ศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้รับเชิญการเข้าร่วมเป็น Committee of the APRU Biodiversity Program (Association of Pacific Rim Universities) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2023 และแผนงานการสร้างผลผลิตตั้งแต่ผลงานตีพิมพ์ในระดับนานาชาติโดยเฉลี่ย 7-10 เรื่องต่อปี การอ้างอิงไม่ต่ำกว่า 50-100 ครั้ง การประชุมกลุ่มย่อยและเชิงปฎิบัติการทั้งในระดับชาติ นานาชาติ 3-5 ครั้งต่อปี มีนักวิจัยระดับผู้เชี่ยวชาญของโลกมาร่วมวิจัยและฝึกฝนนักวิจัยของภูมิภาคไม่ต่ำกว่า 3 คนต่อปี และนักวิจัยนานาชาติเข้าร่วมประชุมมากกว่า 200 คนในการประชุม International Conference ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) ซึ่งจะนำไปสู่ก้าวกระโดดของการแก้ปัญหาของภูมิภาคผ่านกระบวนการวิจัยเชิงบูรณาการข้ามศาสตร์ ข้ามสถาบันและข้ามภูมิภาค และนำไปสู่ความเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพของภูมิภาค
